Tuesday, July 6, 2021

สร้างเงินปันผลให้ได้เดือนละ 20,000 บาท จากประสบการณ์จริง

ที่ผมตั้งเงิน 20,000 บาทต่อเดือน ก็เพราะว่าเงินจำนวนนี้สามารถใช้ได้พอเหมาะ ไม่ได้มากหรือน้อยเกินไป หากสุขภาพแข็งแรงไม่ได้เจ็บไข้ ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการดำรงชีพในต่างจังหวัดแล้วครับ

ผมขอแชร์แนวคิดที่ผมได้ลงทุนมาเป็นเวลา 18 ปี โดยเริ่มจากเงินจำนวนน้อยๆจากเงินเดือนแล้วค่อยๆสร้างมันขึ้นมา

การที่จะรู้ว่าจะได้เงินเท่าไหร่เราก็จะต้องรู้ว่าผลตอบแทนเงินปันผลจากการซื้อหุ้นเป็นเท่าไหร่ และจะทำอย่างไรให้ใช้เงินน้อยที่สุดเพื่อที่จะบรรลุเงินปันผลจำนวนที่ว่านั้น

ก่อนอื่นเราก็ต้องรู้พื้นฐานบางประการก่อนครับ

  1. การซื้อหุ้นก็คือการนำเงินไปแลกความเป็นหุ้นส่วนของบริษัท เมื่อบริษัทมีกำไรโดยส่วนใหญ่แล้วก็นำเงินผลกำไรมาจัดการได้แก่ ลงทุนเพิ่มเพื่อรักษาผลกำไรหรือเพิ่มผลกำไรในปีถัดๆไป, สะสมไว้เผื่อฉุกเฉิน หรือคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นซึ่งในรูปแบบหนึ่งก็คือการจ่ายเงินปันผล โดยจะจ่ายในอัตราหุ้นละเท่าๆกัน ใครถือหุ้นมากก็ได้มากตามจำนวนหุ้น
  2. ราคาหุ้นขึ้นลงทุกๆวัน ทุกชั่วโมง หรือแม้แต่นาที ดังนั้นแต่ละคนจึงมีต้นทุนในการซื้อหุ้น 1 หุ้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับวันเวลาที่ซื้อ
  3. สำหรับประเทศไทยเงินปันผลจะถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% สำหรับคนที่มีรายได้น้อยสามารถขอคืนได้ และขอคืนได้สูงสุดอีก 25% ของเงินปันผลที่บริษัทประกาศจ่าย ส่วนการลงทุนในต่างประเทศมีกฎที่ต่างกันไป ผมลงทุนในฮองกง(HK) เงินปันผลจะไม่เสียภาษี ยกเว้นเงินปันผลของบริษัทในจีนแผ่นดินใหญ่จะเสีย 10% และขอคืนไม่ได้
  4. ในแต่ละปีเงินปันผลจะจ่ายไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับผลประกอบการและความจำเป็นการในใช้เงินลงทุนของบริษัท
  5. บริษัทที่กำลังเติบโตสูงส่วนใหญ่แล้วจะปันผลออกมาจำนวนน้อยเพราะผลกำไรของกิจการจะนำไปลงทุนต่อ และหากบริษัททำกำไรได้เพิ่มในอนาคต เงินปันผลก็จะเพิ่มขึ้น ส่วนบริษัทที่เติบโตช้าก็จะปันผลในอัตราที่สูง

จากข้อมูลที่ผมมีเงินปันผลของตลาดหุ้นไทยจะอยู่ประมาณ 4-5% (ค่าเฉลี่ยของหุ้นทุกตัวน้อยกว่านี้) ในปัจจุบันผมจะแบ่งกรณีนักลงทุนในไทยดังนี้ครับ ผมขอใช้ 4% ก่อน ถ้าคำนวณคร่าวๆก็จะได้เงินทุนที่จะซื้อหุ้นอยู่ที่ 240,000/0.04 = 6,000,000 บาท (เยอะเลยนะครับ)

กรณีที่1 เงินปันผลที่ได้รรับบวกันรายได้อื่นๆยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี เราจะสามารถขอรับเงินภาษีคืนนอกเหนือจากเงินหัก ณ ที่จ่าย 10% และอีก 25% ของเงินปันผลที่ได้รับ (ผมจะบอกว่ามีแนวคิดอย่างไรในบทความหน้าเรื่องแนวคิดการขอภาษีเงินปันผลคืน และมีบริษัทประเภทไหนบ้างที่เราขอภาษีคืนไม่ได้เลย) จำนวนเงินลงทุนซื้อหุ้นเพื่อที่จะได้รับเงินปันผล 240,000 ต่อปีเท่ากับ 6,000,000/1.25 = 4,800,000 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างเยอะแต่ก็ลดลงมาแล้ว กรณีนี้เราจะได้เงินปันผล 4.8ล้านx4% = 192,000 บาทก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย และเราก็ไปขอคืนภาษีในภายหลัง เมื่อรวมภาษีที่คืนก็จะได้เงิน 240,000 บาท ขอให้แยกกันนะครับว่าภาษี ณ ที่จ่ายกับการขอคืนภาษีนิติบุคคล(หรือภาษีนิติบุคคลของบริษัทที่เราถือหุ้นนั้นเอง) รวมแล้วจะมีภาษี 2 ก้อนที่ขอคืนได้

 

กรณีที่2 เป็นกรณีที่ไม่สามารถขอคืนภาษีได้ ก็คือกรณีที่มีรายได้อื่นๆที่ไม่รวมเงินปันผลถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าเมื่อเกษียณรายได้อื่นๆจะหายไปเหลือแต่รายได้ที่มันไม่ได้เสียภาษีดังนั้นการขอคืนภาษีได้บางส่วน (ผมจะบอกว่ามีแนวคิดอย่างไรในบทความหน้า ซึ่งคือแนวคิดเดียวกันกับ กรณีที่1) ในกรณีที่1 ขอคืนได้ 25% กรณีนี้จะขอคืนได้ 10%

เงินที่จะต้องใช้ก็คือ 6,000,000/1.1 = 5.45 ล้านบาท

แล้วจะมีวิธีใดบ้างที่ใช้เงินน้อยกว่า5.45ล้านบาทแล้วได้ปันผล 240,000 บาทต่อปี โดยส่วนตัวผมเองได้เงินปันผลจำนวนนี้มานานแล้วครับก็ด้วยการวางแผนให้ดี ผมจะยกตัวอย่างให้ดูนะครับว่าเงินที่ใช้จะลดลงแค่ไหน ผมจะยกตัวอย่างในกรณีที่1 เป็นพอร์ตแฟนผมซึ่งไม่ได้ทำงานจึงขอภาษีได้เต็มที่ (แม้แต่อาของผมที่มีบำนาญประมาณ30,000 ต่อเดือนก็ยังสามารถขอภาษีคืนได้เป็นจำนวนมาก) แนวคิดนั้นก็ได้แก่

แนวคิดที่1 วางแผนการได้เงินปันผลจำนวน 2.4แสนต่อปีแต่เนินๆ

ปกติแล้วกิจการที่ดีจะมีการเพิ่มขึ้นของเงินปันผลทุกๆปี เช่นหุ้น sis ที่ผมถือมานาน ข้อมูลด้านล่างคือการจ่ายเงินปันผล ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์


ผมเริ่มเข้าซื้อหุ้น sis ในปี 2014 และหาจังหวะซื้อเพิ่มเมื่อหุ้นมีราคาตกลง ถือจนถึงปี 2021 ด้วยต้นทุนเฉลี่ย 4.5 บาทต่อหุ้น(โดยประมาณ และนักลงทุนมีโอกาสซื้ออยู่หลายครั้งที่หุ้นมีราคาช่วง 4-6 บาทในระหว่างปี 2014-2020) ถ้าผมต้องการเงินปันผลตามกรณีที่1 เราก็จะต้องถือหุ้นจำนวน 192,000 หุ้นไว้ในปี 2021(กำไรของบริษัทในปี2020 จะถูกจ่ายเงินปันผลในปี 2021 เป็นจำนวน 1 บาทต่อหุ้น) ถ้าเราซื้อในปี 2021 ที่ราคา 30 บาทต่อหุ้น ก็จะใช้เงิน5.76 ล้านบาท แต่ถ้าสะสมซื้อเหมือนอย่างผมทำมาตั้งแต่ปี 2014 ก็จะใช้เงิน 192,000x4.5 = 864,000 บาท เท่านั้นเองครับและระหว่างนี้ก็ได้เงินปันผลทุกปีด้วยเราสามารถนำเงินปันผลกลับมาซื้อหุ้นเพิ่มได้ แต่นี้เป็นการเขียนสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วมันดูง่ายไปหน่อยเพราะใครๆก็พูดได้ เราควรจะมาพูดถึงว่า “แล้วตอนนี้ถ้าจะทำแบบนั้นทำยังไง? “ ผมจะแยกบทความนี้ออกไปต่างหากครับ และขอบอกก่อนว่าในปัจจุบันราคาหุ้นไทยนั้นแพงมากพอสมควรการจะได้เงินปันผลดีต้องมีกลยุทธที่ดีครับ

แนวคิดที่2  เลือกลงทุนในต่างประเทศ

แนวคิดนี้ต้องการหนีจากประเทศไทยที่การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำและราคาหุ้นแพง ผมขอยกตัวอย่างประเทศฮองกงขอใช้ตัวย่อเป็น HK ซึ่งเป็นพอร์ตการลงทุนของผมและจากประสบการณ์การลงทุนโดยตรง

เงินปันผลดีๆที่ผมได้รับจากหุ้นที่ผมซื้อใน HK มีตั้งแต่ 8%-15% ขึ้นอยู่กับธุรกิจ แต่ปัจจุบันเราสามารถหาหุ้นที่ปันผลระดับ 6-7% ได้และมีปันผลที่เติบโตได้ นอกจากนี้ยังมีหุ้นที่ผมซื้อล่าสุดไป(ผมใช้เงินไม่มากในการซื้อหุ้นตัวนี้)มีอัตราเงินปันผลที่ 9.7% แต่มันอาจจะมีปันผลในแต่ละปีไม่สม่ำเสมอผมจึงเลือกซื้อแบบเล็กน้อย และผมไม่ชอบหุ้นที่คาดการณ์ไม่ได้ ผมเน้นไปที่ธุรกิจด้านการจัดการทรัพยากรณ์ด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีสัญญากับภาครัฐบาลจีนระยะยาว

ผมจะยกตัวอย่างถัดไป หุ้นประกันภัยชื่อหุ้น PICC GROUP ราคาหุ้นตอนนี้คือ $2.65  มีการจ่ายเงินปันผลในปีที่ผ่านมาที่ $0.1871 ต่อหุ้น หรือคิดเป็น 7.06% แต่นั้นไม่ใช่ประเด็นที่ผมชี้ให้ดู ประเด็นอยู่ที่บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลเพิ่มได้ทุกๆปี ตามรูปด้านล่างครับ ตัวเลขที่อยู่บนกราฟแท่งเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นในแต่ละปี


อย่างไรก็ดี หุ้นตัวนี้ก็ยังไม่ใช่หุ้นที่ผมลงทุนเยอะที่สุดหรือให้ความหวังมากที่สุด ผมจะยกตัวอย่างหุ้น China Everbright Environment Group เป็นหุ้นหลักของผม ราคาหุ้นตอนนี้ 4.28 มีอัตราเงินปันผลในปีล่าสุดอยู่ที่ 7.01% หรือ $0.3 ต่อหุ้น(ไม่เสียภาษี ณ ที่จ่ายด้วยครับ ได้รับเงินเต็มๆ) และมีแนวโน้มว่าจะได้รับเงินปันผลเพิ่มในปีถัดๆไปจากงานในมืออีกจำนวนมาก และเนื่องจากโครงการของบริษัทเป็นสัญญาระยะยาว (20-50ปี) ทำให้ผมสบายใจที่จะลงทุนในหุ้นเหล่านี้ไปอีก 10 ปีได้เลย


เมื่อแนวคิดนี้เราจะหวังว่าอีก 4 ปีข้างหน้าเราจะมีเงินปันผลปีละ 240,000 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น $57,800 (เหรียญฮองกง) ผมคาดว่าเงินปันผลที่จะได้รับจากหุ้นตัวนี้จะอยู่ราวๆ $0.51 ต่อหุ้น เราจะใช้จำนวนหุ้น 57,800/0.51 = 113,334 หุ้น เมื่อนำไปคูณราคาหุ้นก็จะได้เงินลงทุน $485,070 คิดเป็นเงินไทยอยู่ทึ่ 2.01 ล้านบาท ถือว่าไม่มากนักครับ

แนวคิดที่3 ซื้อหุ้นที่มีปันผลสูงกว่านี้อีก

แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ทำให้เราได้เงินปันผลสูงทันที แต่จงจำไว้ว่าต้องหุ้นบริษัทที่เรามั่นใจได้ว่าบริษัทจะไม่ลดเงินปันผลลงในปีถัดๆไป ซึ่งปัญหานี้เกิดจากบริษัทมีกำไรลดลงนั้นเองครับ กรณีนี้ผมจะไม่กล่าวถึงในตอนนี้เพราะผมเองก็มีหุ้นพวกนี้จำนวนน้อยมากและไม่แนะนำวิธีนี้ครับ ผมจะให้เหตุผลในเรื่องนี้ในบทความถัดๆไป

แนวคิดที่4 ลงทุนในไทยแต่ต้องใจเย็น

ในเมื่อหุ้นไทยยังแพง สิ่งที่เราจะทำได้คือรอ ในระหว่างนี้เราต้องศึกษาหุ้นให้ดี กรณีนี้ผมจะนำมาเขียนบทความเพื่อแนะนำวิธีการอีกทีครับเพราะมันเป็นวิธีการที่ต้องอาศัยทักษะที่สูงขึ้นไปอย่างมาก