Tuesday, July 6, 2021

สร้างเงินปันผลให้ได้เดือนละ 20,000 บาท จากประสบการณ์จริง

ที่ผมตั้งเงิน 20,000 บาทต่อเดือน ก็เพราะว่าเงินจำนวนนี้สามารถใช้ได้พอเหมาะ ไม่ได้มากหรือน้อยเกินไป หากสุขภาพแข็งแรงไม่ได้เจ็บไข้ ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการดำรงชีพในต่างจังหวัดแล้วครับ

ผมขอแชร์แนวคิดที่ผมได้ลงทุนมาเป็นเวลา 18 ปี โดยเริ่มจากเงินจำนวนน้อยๆจากเงินเดือนแล้วค่อยๆสร้างมันขึ้นมา

การที่จะรู้ว่าจะได้เงินเท่าไหร่เราก็จะต้องรู้ว่าผลตอบแทนเงินปันผลจากการซื้อหุ้นเป็นเท่าไหร่ และจะทำอย่างไรให้ใช้เงินน้อยที่สุดเพื่อที่จะบรรลุเงินปันผลจำนวนที่ว่านั้น

ก่อนอื่นเราก็ต้องรู้พื้นฐานบางประการก่อนครับ

  1. การซื้อหุ้นก็คือการนำเงินไปแลกความเป็นหุ้นส่วนของบริษัท เมื่อบริษัทมีกำไรโดยส่วนใหญ่แล้วก็นำเงินผลกำไรมาจัดการได้แก่ ลงทุนเพิ่มเพื่อรักษาผลกำไรหรือเพิ่มผลกำไรในปีถัดๆไป, สะสมไว้เผื่อฉุกเฉิน หรือคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นซึ่งในรูปแบบหนึ่งก็คือการจ่ายเงินปันผล โดยจะจ่ายในอัตราหุ้นละเท่าๆกัน ใครถือหุ้นมากก็ได้มากตามจำนวนหุ้น
  2. ราคาหุ้นขึ้นลงทุกๆวัน ทุกชั่วโมง หรือแม้แต่นาที ดังนั้นแต่ละคนจึงมีต้นทุนในการซื้อหุ้น 1 หุ้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับวันเวลาที่ซื้อ
  3. สำหรับประเทศไทยเงินปันผลจะถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% สำหรับคนที่มีรายได้น้อยสามารถขอคืนได้ และขอคืนได้สูงสุดอีก 25% ของเงินปันผลที่บริษัทประกาศจ่าย ส่วนการลงทุนในต่างประเทศมีกฎที่ต่างกันไป ผมลงทุนในฮองกง(HK) เงินปันผลจะไม่เสียภาษี ยกเว้นเงินปันผลของบริษัทในจีนแผ่นดินใหญ่จะเสีย 10% และขอคืนไม่ได้
  4. ในแต่ละปีเงินปันผลจะจ่ายไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับผลประกอบการและความจำเป็นการในใช้เงินลงทุนของบริษัท
  5. บริษัทที่กำลังเติบโตสูงส่วนใหญ่แล้วจะปันผลออกมาจำนวนน้อยเพราะผลกำไรของกิจการจะนำไปลงทุนต่อ และหากบริษัททำกำไรได้เพิ่มในอนาคต เงินปันผลก็จะเพิ่มขึ้น ส่วนบริษัทที่เติบโตช้าก็จะปันผลในอัตราที่สูง

จากข้อมูลที่ผมมีเงินปันผลของตลาดหุ้นไทยจะอยู่ประมาณ 4-5% (ค่าเฉลี่ยของหุ้นทุกตัวน้อยกว่านี้) ในปัจจุบันผมจะแบ่งกรณีนักลงทุนในไทยดังนี้ครับ ผมขอใช้ 4% ก่อน ถ้าคำนวณคร่าวๆก็จะได้เงินทุนที่จะซื้อหุ้นอยู่ที่ 240,000/0.04 = 6,000,000 บาท (เยอะเลยนะครับ)

กรณีที่1 เงินปันผลที่ได้รรับบวกันรายได้อื่นๆยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี เราจะสามารถขอรับเงินภาษีคืนนอกเหนือจากเงินหัก ณ ที่จ่าย 10% และอีก 25% ของเงินปันผลที่ได้รับ (ผมจะบอกว่ามีแนวคิดอย่างไรในบทความหน้าเรื่องแนวคิดการขอภาษีเงินปันผลคืน และมีบริษัทประเภทไหนบ้างที่เราขอภาษีคืนไม่ได้เลย) จำนวนเงินลงทุนซื้อหุ้นเพื่อที่จะได้รับเงินปันผล 240,000 ต่อปีเท่ากับ 6,000,000/1.25 = 4,800,000 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างเยอะแต่ก็ลดลงมาแล้ว กรณีนี้เราจะได้เงินปันผล 4.8ล้านx4% = 192,000 บาทก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย และเราก็ไปขอคืนภาษีในภายหลัง เมื่อรวมภาษีที่คืนก็จะได้เงิน 240,000 บาท ขอให้แยกกันนะครับว่าภาษี ณ ที่จ่ายกับการขอคืนภาษีนิติบุคคล(หรือภาษีนิติบุคคลของบริษัทที่เราถือหุ้นนั้นเอง) รวมแล้วจะมีภาษี 2 ก้อนที่ขอคืนได้

 

กรณีที่2 เป็นกรณีที่ไม่สามารถขอคืนภาษีได้ ก็คือกรณีที่มีรายได้อื่นๆที่ไม่รวมเงินปันผลถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าเมื่อเกษียณรายได้อื่นๆจะหายไปเหลือแต่รายได้ที่มันไม่ได้เสียภาษีดังนั้นการขอคืนภาษีได้บางส่วน (ผมจะบอกว่ามีแนวคิดอย่างไรในบทความหน้า ซึ่งคือแนวคิดเดียวกันกับ กรณีที่1) ในกรณีที่1 ขอคืนได้ 25% กรณีนี้จะขอคืนได้ 10%

เงินที่จะต้องใช้ก็คือ 6,000,000/1.1 = 5.45 ล้านบาท

แล้วจะมีวิธีใดบ้างที่ใช้เงินน้อยกว่า5.45ล้านบาทแล้วได้ปันผล 240,000 บาทต่อปี โดยส่วนตัวผมเองได้เงินปันผลจำนวนนี้มานานแล้วครับก็ด้วยการวางแผนให้ดี ผมจะยกตัวอย่างให้ดูนะครับว่าเงินที่ใช้จะลดลงแค่ไหน ผมจะยกตัวอย่างในกรณีที่1 เป็นพอร์ตแฟนผมซึ่งไม่ได้ทำงานจึงขอภาษีได้เต็มที่ (แม้แต่อาของผมที่มีบำนาญประมาณ30,000 ต่อเดือนก็ยังสามารถขอภาษีคืนได้เป็นจำนวนมาก) แนวคิดนั้นก็ได้แก่

แนวคิดที่1 วางแผนการได้เงินปันผลจำนวน 2.4แสนต่อปีแต่เนินๆ

ปกติแล้วกิจการที่ดีจะมีการเพิ่มขึ้นของเงินปันผลทุกๆปี เช่นหุ้น sis ที่ผมถือมานาน ข้อมูลด้านล่างคือการจ่ายเงินปันผล ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์


ผมเริ่มเข้าซื้อหุ้น sis ในปี 2014 และหาจังหวะซื้อเพิ่มเมื่อหุ้นมีราคาตกลง ถือจนถึงปี 2021 ด้วยต้นทุนเฉลี่ย 4.5 บาทต่อหุ้น(โดยประมาณ และนักลงทุนมีโอกาสซื้ออยู่หลายครั้งที่หุ้นมีราคาช่วง 4-6 บาทในระหว่างปี 2014-2020) ถ้าผมต้องการเงินปันผลตามกรณีที่1 เราก็จะต้องถือหุ้นจำนวน 192,000 หุ้นไว้ในปี 2021(กำไรของบริษัทในปี2020 จะถูกจ่ายเงินปันผลในปี 2021 เป็นจำนวน 1 บาทต่อหุ้น) ถ้าเราซื้อในปี 2021 ที่ราคา 30 บาทต่อหุ้น ก็จะใช้เงิน5.76 ล้านบาท แต่ถ้าสะสมซื้อเหมือนอย่างผมทำมาตั้งแต่ปี 2014 ก็จะใช้เงิน 192,000x4.5 = 864,000 บาท เท่านั้นเองครับและระหว่างนี้ก็ได้เงินปันผลทุกปีด้วยเราสามารถนำเงินปันผลกลับมาซื้อหุ้นเพิ่มได้ แต่นี้เป็นการเขียนสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วมันดูง่ายไปหน่อยเพราะใครๆก็พูดได้ เราควรจะมาพูดถึงว่า “แล้วตอนนี้ถ้าจะทำแบบนั้นทำยังไง? “ ผมจะแยกบทความนี้ออกไปต่างหากครับ และขอบอกก่อนว่าในปัจจุบันราคาหุ้นไทยนั้นแพงมากพอสมควรการจะได้เงินปันผลดีต้องมีกลยุทธที่ดีครับ

แนวคิดที่2  เลือกลงทุนในต่างประเทศ

แนวคิดนี้ต้องการหนีจากประเทศไทยที่การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำและราคาหุ้นแพง ผมขอยกตัวอย่างประเทศฮองกงขอใช้ตัวย่อเป็น HK ซึ่งเป็นพอร์ตการลงทุนของผมและจากประสบการณ์การลงทุนโดยตรง

เงินปันผลดีๆที่ผมได้รับจากหุ้นที่ผมซื้อใน HK มีตั้งแต่ 8%-15% ขึ้นอยู่กับธุรกิจ แต่ปัจจุบันเราสามารถหาหุ้นที่ปันผลระดับ 6-7% ได้และมีปันผลที่เติบโตได้ นอกจากนี้ยังมีหุ้นที่ผมซื้อล่าสุดไป(ผมใช้เงินไม่มากในการซื้อหุ้นตัวนี้)มีอัตราเงินปันผลที่ 9.7% แต่มันอาจจะมีปันผลในแต่ละปีไม่สม่ำเสมอผมจึงเลือกซื้อแบบเล็กน้อย และผมไม่ชอบหุ้นที่คาดการณ์ไม่ได้ ผมเน้นไปที่ธุรกิจด้านการจัดการทรัพยากรณ์ด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีสัญญากับภาครัฐบาลจีนระยะยาว

ผมจะยกตัวอย่างถัดไป หุ้นประกันภัยชื่อหุ้น PICC GROUP ราคาหุ้นตอนนี้คือ $2.65  มีการจ่ายเงินปันผลในปีที่ผ่านมาที่ $0.1871 ต่อหุ้น หรือคิดเป็น 7.06% แต่นั้นไม่ใช่ประเด็นที่ผมชี้ให้ดู ประเด็นอยู่ที่บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลเพิ่มได้ทุกๆปี ตามรูปด้านล่างครับ ตัวเลขที่อยู่บนกราฟแท่งเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นในแต่ละปี


อย่างไรก็ดี หุ้นตัวนี้ก็ยังไม่ใช่หุ้นที่ผมลงทุนเยอะที่สุดหรือให้ความหวังมากที่สุด ผมจะยกตัวอย่างหุ้น China Everbright Environment Group เป็นหุ้นหลักของผม ราคาหุ้นตอนนี้ 4.28 มีอัตราเงินปันผลในปีล่าสุดอยู่ที่ 7.01% หรือ $0.3 ต่อหุ้น(ไม่เสียภาษี ณ ที่จ่ายด้วยครับ ได้รับเงินเต็มๆ) และมีแนวโน้มว่าจะได้รับเงินปันผลเพิ่มในปีถัดๆไปจากงานในมืออีกจำนวนมาก และเนื่องจากโครงการของบริษัทเป็นสัญญาระยะยาว (20-50ปี) ทำให้ผมสบายใจที่จะลงทุนในหุ้นเหล่านี้ไปอีก 10 ปีได้เลย


เมื่อแนวคิดนี้เราจะหวังว่าอีก 4 ปีข้างหน้าเราจะมีเงินปันผลปีละ 240,000 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น $57,800 (เหรียญฮองกง) ผมคาดว่าเงินปันผลที่จะได้รับจากหุ้นตัวนี้จะอยู่ราวๆ $0.51 ต่อหุ้น เราจะใช้จำนวนหุ้น 57,800/0.51 = 113,334 หุ้น เมื่อนำไปคูณราคาหุ้นก็จะได้เงินลงทุน $485,070 คิดเป็นเงินไทยอยู่ทึ่ 2.01 ล้านบาท ถือว่าไม่มากนักครับ

แนวคิดที่3 ซื้อหุ้นที่มีปันผลสูงกว่านี้อีก

แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ทำให้เราได้เงินปันผลสูงทันที แต่จงจำไว้ว่าต้องหุ้นบริษัทที่เรามั่นใจได้ว่าบริษัทจะไม่ลดเงินปันผลลงในปีถัดๆไป ซึ่งปัญหานี้เกิดจากบริษัทมีกำไรลดลงนั้นเองครับ กรณีนี้ผมจะไม่กล่าวถึงในตอนนี้เพราะผมเองก็มีหุ้นพวกนี้จำนวนน้อยมากและไม่แนะนำวิธีนี้ครับ ผมจะให้เหตุผลในเรื่องนี้ในบทความถัดๆไป

แนวคิดที่4 ลงทุนในไทยแต่ต้องใจเย็น

ในเมื่อหุ้นไทยยังแพง สิ่งที่เราจะทำได้คือรอ ในระหว่างนี้เราต้องศึกษาหุ้นให้ดี กรณีนี้ผมจะนำมาเขียนบทความเพื่อแนะนำวิธีการอีกทีครับเพราะมันเป็นวิธีการที่ต้องอาศัยทักษะที่สูงขึ้นไปอย่างมาก


Tuesday, November 28, 2017

สรุปเนื้อหา The intelligent investor ตอนที่1


หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาสำคัญดังนี้

=> ให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนใน ตราสารหนี้ พันธบัตร กองทุน และหุ้น

=> แนะนำให้นักลงทุนเข้าใจสถานะความรู้ในการลงทุนของตัวเอง โดยจะแบ่งนักลงทุนเป็น 2 ประเภทคือ
     1.นักลงทุนเชิงรับ เป็นนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนระยะยาว 7-8% ต่อปีตลอดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี(ถ้าต่ำกว่านี้อาจจะไม่สามารถทำผลตอบแทนได้ในระดับนี้ - ผู้เขียน blog) เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ชั้นดี พันธบัตร กองทุนดัชนี และหุ้นในสัดส่วนน้อยหรือไม่มีเลย โดยหลักการแล้วนักลงทุนเหล่านี้ไม่ต้องใช้ความสามารถมากนัก จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการศึกษาหุ้นอย่างจริงจัง

     2.นักลงทุนเชิงรุก เป็นนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่ดีเลิศในระยะยาว 12% ต่อปีตลอดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปีขึ้นไป เน้นการลงทุนไปที่ ตราสารหนี้ชั้นดี พันธบัตร กองทุนดัชนี และหุ้นในสัดส่วนที่มาก 30:70 นักลงทุนประเภทนี้จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ในการลงทุนอย่างหนัก

*** จะไม่มีนักลงทุนเชิงกึ่งรับกึ่งรุก เพราะหากนักลงทุนเชิงรับเพิ่มความรู้ความสามารถของตนเองเข้าไปอีกเพียงเล็กน้อยแทนที่เขาจะได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นอีกเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ส่วนใหญ่คือความเสียหาย คุณต้องเลือกให้ได้ว่าคุณจะเป็นแบบไหน

*** นักลงทุนทั้ง 2 ประเภทยังคงใช้หลักการลงทุนที่เหมือนกันคือ การเห็นตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้เป็นผู้รับใช้

*** เลือกลงทุนตราสารหนี้ พันธบัตรในช่วงเวลาที่มันให้ผลตอบแทนที่ดีซึ่งปกติจะตรงกันข้ามกับการลงทุนในหุ้น คือเพิ่มพันธบัตรเมื่อดอกเบี้ยสูง( ประมาณ 6% - ผู้เขียน blog) และลดการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนลง

*** สำหรับนักลงทุนเชิงรุกเลือกลงทุนในหุ้นตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด (เนื่องจากว่าสภาพแวดล้อมการลงทุนเปลี่ยนไป การเลือกหุ้นด้วยวิธีการดังกล่าวในปี 2559-2560 อาจจะทำได้ยาก แต่หลักการดังกล่าวยังเป็นกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดและดีเสมอ - ผู้เขียน blog)

*** การลงทุนจะดูอัตราส่วนทางการเงินและผลประกอบการในอดีตเป็นหลัก

=> เป็นหนังสือที่สอนถึงการประสบผลสำเร็จด้วยวิธีที่ต้องใช้การอดทน และไม่ลองดีคิดว่าตนเองเก่ง

=> ชี้ว่าการลงทุนในกองทุนควรเป็นกองทุนดัชนี และในระยะยาวแล้วมันจะไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าดัชนีได้ ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในกองทุนเชิงรุกและกองทุนที่มีค่าดำเนินการสูง(มากกว่า 1% ต่อปีถือว่าสูง - ผู้เขียน blog)


=> สามารถนำมาใช้กับตลาดหุ้นไทยได้

=> นิยามนายตลาด ลองสมมติว่าคุณเป็นเจ้าของหุ้นในบริษัทส่วนตัวบริษัท และคุณมีหุ้นส่วนคนหนึ่งชื่อ “นายตลาด” ทุกๆ วันเขาจะมาเสนอซื้อหรือเสนอขายหุ้นให้กับคุณ
บางครั้งความคิดของเขาเกี่ยวกับราคาหุ้นที่เขาบอกมานั้นก็ดูมีเหตุมีผล แต่ในบางครั้ง ราคาหุ้นที่เขาเสนอมาดูเหมือนจะเป็นราคาที่ดูโง่เขลาในสายตาของคุณ
นักลงทุนที่แท้จริงจะสามารถหาประโยชน์จากราคาซื้อขายหุ้นรายวันของนายตลาด หรืออาจจะปล่อยไว้เฉยๆ ก็ได้ แล้วแต่ความเข้าใจและวิจารณญาณของตนเอง
โดยทั่วไปแล้ว ความผันผวนของราคาหุ้นมีความหมายเพียงอย่างเดียวสำหรับนักลงทุนที่แท้จริง 
นั่นก็คือเป็นโอกาสที่จะซื้อหุ้นเมื่อราคาลดลง และเป็นโอกาสในการขายหุ้นเมื่อราคาเพิ่มขึ้นอย่างมาก
โดยส่วนใหญ่แล้ว นักลงทุนจะทำผลตอบแทนได้ดีขึ้น ถ้าเขาเลิกสนใจตลาดหุ้น และหันไปให้ความสนใจกับเงินปันผลและผลประกอบการของบริษัทมากกว่า” คัดลอกบางส่วนมาจาก investmentdatas.blogspot.com (หากคุณไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของนายตลาดหนึ่งในนั้นคือเลิกติดตามข่าว นักวิเคราะห์หุ้นทั้งหลายที่พยายามทำนายอนาคตและทำนายเศรฐกิจ  - ผู้เขียน blog )



Tuesday, October 3, 2017

กรณีศึกษา 90/90 VS 90/20

กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงแง่คิดต่างๆของประกันชีวิต ว่าควรเลือกแบบใดจึงให้ผลตอบแทนดีที่สุด


ผมขอยกตัวอย่างของผมเอง
1.อาชีพชั้นที่ 1
2.อายุ 42 ปี
3.เปรียบเทียบผลตอบแทนเมื่อถึง 20 ปี
4.ทำประกันแบบ 90/90 กับ 90/20 อะไรดีกว่ากัน

>> แบบA 90/90 + term 19 ปี + CIYRT

ทุกประกันหลัก 200,000 บาท ชำระเบี้ย 2,440x2 = 4,880 บาทต่อปี
term19 ปี ทุน 500,000 บาท ชำระเบี้ย 962x5 = 4,810 บาท/ปี
CIYRT ทุน 500,000 บาท ชำระเบี้ย 4,655 บาท/ปี

รวม 14,345 บาทต่อปี
ผลประโยชน์ที่จะได้รับ
ตายทุกรณี 1.2 ล้านบาท
เป็นโรครายแรงแต่ยังไม่ตาย 0.5 ล้านบาท


>> แบบB 90/20 + term 19 ปี + CIYRT

ทุกประกันหลัก 200,000 บาท ชำระเบี้ย 3,190x2 = 6,380 บาทต่อปี
term19 ปี ทุน 500,000 บาท ชำระเบี้ย 962x5 = 4,810 บาท/ปี
CIYRT ทุน 500,000 บาท ชำระเบี้ย 4,655 บาท/ปี

รวม 15,845 บาทต่อปี
ผลประโยชน์ที่จะได้รับ
ตายทุกรณี 1.2 ล้านบาท
เป็นโรครายแรงแต่ยังไม่ตาย 0.5 ล้านบาท
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*** เพื่อให้เปรียบเทียบกันง่ายๆ ขอเทียบเฉพาะเบี้ยของประกันหลักต่อ1แสน และจะไม่ประเมินอนุสัญญาเพราะเป็นเบี้ยปีต่อปีไม่มีการสะสมของเงิน ***


ทั้งสองแบบมีความคุ้มครองเท่ากัน แต่ต่างกันที่เบี้ยประกันหลัก ต่างกันอยู่ที่ 1500 บาทต่อปี หรือคิดเป็น 750 บาทต่อความคุ้มครอง 1 แสนต่อปี

ในปีที่ 20 ของกรมธรรม์หากผมจะเวนคืนกรรมธรรม์ ผมจะได้เงินดังนี้

แบบA เวนคืนได้ 35,000 บาท (จ่ายมา 20 ปีรวมเป็นเงิน 2,440x20 = 48,800 บาท ขาดทุน -13,800 บาท)
แบบB เวนคืนได้ 56,200 บาท (จ่ายมา 20 ปีรวมเป็นเงิน 3,190x20 = 63,800 บาท ขาดทุน -7,600 บาท)


แต่ข้อแต่ต่างระหว่าง 2 กรมธรรม์คืนเงินส่วนเกิน 750 บาท ผมจะไปทำประโยชน์ดังนี้

ข้อสรุปที่1. หากตัวผมเลือก 90/90 ผมจะมีเงินเหลือปีละ 750 บาท ผมจะนำเงินนี้ไปทำการซื้อกองทุนและมันก็ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 4%   (ดูตารางการคำนวณผลตอบแทนทบต้นท้ายบทความ)
ในแบบ 90/90 ผมจะมีกำไรในปีที่ 20 อยู่ที่ 9,427 บาท ในขณะที่ 90/20 ขาดทุน -7,600 บาท




ข้อสรุปที่2. หากตัวผมเลือก 90/90 ผมจะมีเงินเหลือปีละ 750 บาท ผมจะนำเงินนี้ไปทำการฝากประจำและมันก็ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 1.8%   (ดูตารางการคำนวณผลตอบแทนทบต้นท้ายบทความ)
ในแบบ 90/90 ผมจะมีกำไรในปีที่ 20 อยู่ที่ 2,262 บาท ในขณะที่ 90/20 ขาดทุน -7,600 บาท


















และผมจะลองคำนวณการเวนคืนกรมธรรม์ในปีที่ 30 ซึ่งในขณะนั้นผมคงไม่ต้องการคุ้มครองอะไรแล้วครับ อายุปาเข้าไป 72 ปี
โดยที่ 90/90 ต้องส่งเบี้ยเป็นเวลา 30 ปี ในขณะที่ 90/20 ส่งเบี้ย 20 ปี ทำให้เกิดข้อสรุปที่3และ4

ข้อสรุปที่3. นำเงินส่วนเกิน 750 บาท แบบ90/90 จะมีกำไร 16,081 บาท ส่วนแบบ90/20 จะมีกำไรเช่นกันที่ 5,800 บาท

















ข้อสรุปที่4. แบบ90/90 จะมีกำไร 3,438 บาท ส่วนแบบ90/20 จะมีกำไรเช่นกันที่ 5,800 บาท ซึ่งเป็นแบบที่ 90/20 ดีกว่า 90/90 นั้นแสดงว่าแบบ90/20 ในระยะยาวให้ผลตอบแทนดีกว่า 1.8% ต่อปี ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ไม่สามารถนำเงินส่วนเกินไปทำประโยชน์ได้มากกว่า 1.8% ต่อปี
















แต่ถ้าจะมองเรื่องผลตอบแทนกันจริงๆ เราควรต้องเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเงินที่เราส่งเบี้ยไปทุกๆปีสำหรับส่วนของประกันหลักจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ก้อนได้แก่ 1.นำไปเป็นเบี้ยประกันชีวิตจริงๆคล้ายๆกันเบี้ยแบบ TERM ที่ส่งปีต่อปีแต่มีสัญญาระยะยาว 2.เงินออมทรัพย์และจะถูกนำไปคำนวณเป็นเงินคืนไม่ว่าจะคืนเมื่อครบสัญญาหรือคืนก่อนกำหนด(เวนคืนกรมธรรม์)

การเลือกทำประกันแบบใดก็คงขึ้นอยู่กับบุคคลแต่ละคน ความต้องการของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน แต่ถ้ามั่นใจว่าจะจัดการเงินได้ผลตอบแทนดีๆเช่นในตัวอย่างคืน 4% ก็ให้เลิือกแบบ 90/90
แต่ถ้ามองระยะยาวมากคือถือกรมธรรม์ไปจนอายุครบ 90 ปี 90/20 ก็เป็นตัวเลือกที่ดีหากคุณไม่สามารถหาผลตอบแทนที่ดีกว่า 2.75 ต่อปี




ตารางเงินสะสมจากการลงทุนซื้อกองทุนผลตอบแทนเฉลี่ย 4% ต่อปี โดยหยุดเพิ่มเงินในปีที่ 20



ตารางเงินสะสมจากการฝากเงินผลตอบแทนเฉลี่ย 1.8% ต่อปี โดยหยุดเพิ่มเงินในปีที่ 20



วรินทร์ จิรเจษฎา
จันทร์เพ็ญ เทียมชัยภูมิ



Wednesday, September 20, 2017

การวางแผนการเงินระยะยาวและการป้องกันความเสี่ยง

เนื้อหานี้จะชี้ให้เห็นผลตอบแทนที่คนทั่วไปสามารถเลือกที่จะทำได้ และนำมันไปใช้ในการวางแผนทางการเงิน โดยสมมติผลตอบแทนจาก การฝากเงิน ประกันที่ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด และกองทุน และชี้ให้เห็นว่าการลงทุนแต่เนินๆจะใช้เงินไม่มาก หากวางแผนช้าอาจจะมีเงินไม่พอใช้ในอนาคต

หากผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ บางทีก็ไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมในการวางแผนการเงินเท่าไหร่ เนื่องจากการเริ่มต้นการทำงานใหม่เงินเดือนน้อย ค่าใช้จ่ายมาก

อย่างไรก็ตามหาคุณเริ่มต้นเก็บออมเร็วคุณก็จะมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้นและเร็วขึ้น
สมมติว่าคุณเก็บเงินเริ่มต้นด้วยเงิน 1,000 บาทต่อเดือนหรือปีละ 12,000 บาท ในวันเริ่มทำงานด้วยอายุ 22 ปี
หากคุณฝากธนาคารด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 1.8 %(เลือกเงินฝากพิเศษ และเงินฝากประจำ 2 ปี)
จากตารางเงินที่เก็บไว้ในธนาคารจำนวน 1,000 บาท ทุกเดือน จะเป็น 544,070 บาท ในวันที่คุณอายุ 55 ปี ซึ่งไม่เพียงพอที่จะดำรงชีพอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามเราก็สามารถเพิ่มเงินออมไปตามความก้าวหน้าในอาชีพการงานได้

"หากเก็บเงิน 2,000 บาทต่อเดือนก็ให้เอา 2 คูณผลตอบแทน"



หากหันไปลงทุนด้วยการออมผ่านประกันชีวิตซึ่งต้องเลือกให้ดีเพราะตัวแทนมักจะไม่พูดถึงประเด็นนี้เท่าไหร่ ผลตอบแทนที่ได้ก็ดูงงๆ ตัวแทนส่วนใหญ่ไม่ได้คำนวณว่าผลตอบแทนจริงๆแล้วเมื่อคิดเป็นดอกเบี้ยร้อยละอยู่ที่เท่าไหร่ จากที่เคยวิเคราะห์มาหลายแบบ มีหลายแบบที่ผู้ทำประกันเมื่อมีอายุครบ 60 ปี ไม่มีผลตอบแทนเลย หรือได้ดอกเบี้ย 0% ต่อปี แต่ตัวแทนจะพูดถึงเงินคืนคืดเป็นร้อยละเท่าไหร่ของเงินเอาประกัน ไม่ใช่เงินที่เราส่งไป ขอให้ระวังไว้ให้มาก 

อย่างไรก็ตามมีบางแบบที่ให้ผลตอบแทนที่ราวๆ 2.4% ต่อปี ดีกว่าเงินฝาก ดังนั้นจะทำตารางเปลี่ยนจากดอกเบี้ยร้อยละ 1.8% ต่อปีเป็น 2.4%
ผลที่ได้คือจะมีเงินเพิ่มขึ้นอีก 5หมื่นกว่าบาท นั้นก็ดีกว่าการฝากเงินทั่วๆไปแต่ก็ยังไม่เพียงพอในการใช้ในชีวิตประจำวันในวัยเกษียณ

แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ประกันทำได้ดีกว่าคือ หากเราตาย ประกันก็มีเงินให้คนข้างหลังที่ต้องพึ่งพารายได้จากเรา ไม่มีใครรับประกันได้ว่าคุณจะอยู่ถึงวันพรุ่งนี้ ประกันชีวิตมีหลักการคือ

1.หากคุณทำงานไม่ได้เจ็บป่วยและแย่สุดคือพิการ ใครจะจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูคุณและครอบครัวของคุณ
2.ดีขึ้นมาหน่อยคือหากคุณตาย ใครจะเลี้ยงดูครอบครัวคุณ
3.หากคุณตายหรือทำงานไม่ได้ แล้วธุรกิจของคุณใครจะดูแลต่อได้ บางครั้งธุรกิจของคุณนั้นใครก็ทำแทนไม่ได้ หรือทายาทของคุณยังอายุน้อยเกินไปที่จะรับไม้ต่อจากคุณ หรือทายาทของคุณไม่มีแววที่จะทำงานแทนคุณได้
4.ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตทำงาน หากคุณเป็นโรคร้ายแรง เงินที่เก็บมาอาจจะหมดไปกับการรักษาตัว ถ้ารักษาจนหายแต่ไม่มีเงินเหลือ คุณจะทำอย่างไร และเลวร้ายที่สุดคือคุณมีเงินไม่พอรักษาตัว


ถ้าคุณมั่นใจว่าคุณจะอยู่ถึง 60 ปี อย่างแข็งแรงก็ไม่มีอะไรที่จะต้องไปทำประกันชีวิต แต่คุณก็สามารถเลือกที่จะทำประกันแบบออมทรัพย์ได้(ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก)หากคุณไม่ชำนาญเรื่องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือจะทำประกันออมทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโพลิโอการลงทุน ดังนั้นการทำประกันชีวิตจึงไม่ใช่การลงทุนหรือฝากเงินเพื่อให้ได้ดอกเบี้ย
จะเห็นว่าแบบประกันที่ผลตอบแทนไม่ดีมักจะให้ความคุ้มครองที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับแบบประกันที่เน้นออมทรัพย์ มาถึงตรงนี้คุณคงพอนึกออกว่าการทำประกันที่ได้ผลตอบแทนต่ำมากนั้นไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีเสมอไปเพราะเงินบางส่วนที่เราจ่ายบริษัทประกันชีวิตทุกๆปีเขาจะแยกเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่1 นำไปใช้ในการประกันชีวิต ส่วนที่สองเป็นเงินเก็บให้ผู้ถือกรมธรรม์ ในส่วนที่1นั้นแทบทุกแบบจะมีมูลค่าเท่ากัน(คือผู้ซื้อประกันชีวิตจ่ายเท่าๆกันกับแบบอื่น) แต่ส่วนที่สองนั้นไม่เท่ากัน ถ้าความคุ้มครองที่ 1แสนเท่ากัน แบบที่ส่งเงินมากก็จะให้ผลตอบแทน(ที่เทียบเท่าเงินฝาก)ดีกว่าแบบที่ส่งเงินน้อยๆ 
>> หากมีเงินน้อยๆก็ควรทำประกันแบบเงินน้อยคุ้มครองมาก (ค่าเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับอายุแต่ไม่เกิน 1,000 บาทต่อปีต่อการคุ้มครอง 1แสนบาท สำหรับผู้ชายอายุไม่เกิน 44 ปี)
>> หากเน้นออมเงินไปด้วยก็ให้ซื้อแบบออมทรัพย์ หรือจะซื้อผสมๆกันก็ได้ตามแต่ที่เราจะออกแบบ


ลองทำตารางผลตอบแทนอีกแบบคือ แบบที่คุณเพิ่มเงินออมทุกๆ 5 ปี จากเดือนละ 1,000 บาท ก็เพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 500 บาท เมื่อคุณทำงานครบทุกๆ 5 ปี
อย่างไรก็ตามคุณก็ควรมีเงินในบัญชีออมทรัพย์เพื่อใช้ในยามฉุกเฉินเพราะการออมระยะยาวหรือซื้อประกันหากคุณจะเอาเงินออกมาก่อนครบกำหนดคุณจะเสียผลตอบแทนไปบางส่วน



การเก็บเงินตามตารางนี้ในวันที่คุณอายุ 55 ปี คุณจะมีเงิน 1,336,038 บาท

จะเห็นว่าทั้ง 3 กรณีคุณมีเวลาเก็บเงินถึง 33 ปี แต่คุณก็มีเงินไม่พอที่จะใช้ในวัยเกษียณทั้ง2กรณี นั้นเป็นเพราะ 
1. คุณเก็บเงินต่อเดือนน้อยเกินไป
2. คุณได้รับผลตอบแทนน้อยเกินไป
3. เวลาที่คุณเก็บเงินไม่สัมพันธ์กับจำนวนที่คุณเก็บเงิน หากคุณเก็บเงินไม่มากคุณก็ควรทำงานยาวกว่านี้
หากเก็บเงินช้าเกินไปจะเกิดอะไรขึ้น คุณอาจจะต้องเพิ่มเงินเก็บเข้าไปอีก และรวมถึงต้องได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า 
แต่ถ้าคุณเป็นอะไรก่อน ทำให้คุณทำงานไม่ได้ นั้นจะทำให้คุณหมดโอกาสที่จะดูแล้วครอบครัวและตัวคุณเองได้อย่างแน่นอน

สิ่งสำคัญคือ หาความรู้ด้านการเงินและการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย

::::: ควรมีเงินเท่าไหร่ในวัยเกษียณ? :::::


มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้เงินเท่าไหร่ในการดำรงชีพในวันนั้น ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ท่องเที่ยว/เดินทาง สังสรรค์ อื่นๆ

::::: ทางเลือกที่ดีกว่าการฝากเงินหรือการทำประกัน :::::

จากประสบการณ์การลงทุนของผู้เขียนที่ผ่านมาเกือบ 15 ปี การลงทุนในหุ้นคือทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งโดยส่วนตัวได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเกิน 20% ต่อปี แต่ทางเลือกนี้เหมาะสมสำหรับบางคนและไม่เหมาะสมสำหรับบางคน 
สมมติว่าหากเราได้รับผลตอบแทน 20% ต่อปี โดยเที่ลงทุน 1,000 บาทต่อเดือน ผลตอบแทนจะเป็นเท่าไหร่?
||| อีกกรณี หากเพิ่มเงินลงทุนไปตามอายุงาน |||


หากลงเงินคงที่ 1,000 บาทต่อเดือน จะมีเงิน 29.46 ล้านบาท
หากลงเงินเพิ่มทุกๆ 5 ปี(เพิ่ม 500 บาทต่อเดือน)จะมีเงิน 39.13 ล้านบาท
ทั้งสองกรณี คุณมีเงินเพียงพอที่จะใช้ไปจนตาย
แต่น้อยคนนักที่จะรักษาผลตอบแทนระดับ 20% ต่อปีในระยะยาวนาน ถ้าคุณได้ผลตอบแทนเพียง 12.5% คุณก็มีเงินใช้เพียงพอไปตลอดชีวิตแล้วครับ
แม้ว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีไม่ว่าจะ 12.5% หรือ 20% ต่อปี หากเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝัน คุณก็จะเก็บเงินไม่ได้ตามที่ต้องการ และหากคุณมีภาระที่จะต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวหรือบุพการี คุณจำเป็นต้องซื้อประกันความเสี่ยงเพื่อที่จะทำให้คนที่อยู่ข้างหลังของคุณมีหลักประกันที่แน่นอนเหมือนกับว่าคุณได้ดูแลเขาตลอดไป

การศึกษาหุ้นนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งใจ กาย และความรู้รอบด้าน แต่สำคัญคือรู้จักตัวเองว่าตนเองเข้าใจอะไร ไม่เข้าใจอะไร ข้อดีของการลงทุนในหุ้นคือ เป็นเจ้าของกิจการที่มีผู้บริหารคอยทำงานให้และจะมีเวลามากเพียงพอจนคุณรู้สึกว่าวันๆจะทำอะไรดี

หรือ

คุณสามารถเลือกที่จะลงทุนในกองทุน รายละเอียดพื้นฐานผลตอบแทนกองทุนดูที่นี่ >> กองทุน <<


ทางเลือกที่ช่วงหลังบริษัทประกันมักจะหยิบยกมาเสนอให้กับลูกค้าคือ Unit Link 

Unit Link คืออะไร มันก็การทำประกันแบบ Term รวมกันกับการซื้อกองทุน

ดังนั้นมันจะทำงานสองหน้าที่คือ 1.ประกันชีวิต 2.ออมเงินผ่านตลาดหลักทรัพย์ผ่านกองทุน

แต่จะชี้ประเด็นว่า การลงทุนผ่าน Unit Link นั้นเป็นการลงทุนที่เสียเปรียบโดยไม่จำเป็นเลยทีเดียว เพราะเหตุใดคุณจึงมีความจำที่ต้องซื้อกองทุนผ่านบริษัทประกันชีวิตในเมื่อ

1. คุณซื้อประกัน ส่วนเงินที่เหลือคุณก็ไปซื้อกองทุนเอง
2. คุณซื้อกองทุน Unit Link ผ่านประกันชีวิต คุณจะเสียค่าธรรมเนียมหลายต่อ ได้แก่ เสียให้ตัวแทน เสียให้บริษัทประกันชีวิต เสียให้กับผุ้บริหารกองทุน แล้วคุณจะเสียเงินเพิ่มเติมเพื่ออะไร
3. ถึงแม้คุณซื้อกองทุน Unit Link ผ่านบริษัทประกันชีวิต คุณก็เป็นคนเลือกกองทุน เช่นเดียวกันกับที่คุณไปซื้อกองทุนเองซึ่งเสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่าพอควร
4. บริษัทประกันชีวิต ไม่รับผิดชอบต่อผลการดำเนินงานของกองทุน หรือจะเรียกว่า Unit Link นั้นมีผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน เช่นเดียวกันกับการลงทุนในกองทุนด้วยตัวเองและการลงทุนในหุ้น

::: แล้วถ้าลงทุนในกองทุน ผลตอแทนจะเป็นเท่าไหร่ :::

มันขี้นอยู่กับกองทุนที่คุณเลือก หลายๆกองทุนขาดทุน หลายๆกองทุนผลตอบแทนดีมาก( 10% ต่อปีก็ถือว่าดีมากแล้วครับ)
แต่ถ้าคุณไม่มีความรู้ในการลงทุน ควรเลือกกองทุนดัชนี (ครั้งต่อไปจะเขียนถึงกองทุนดัชนี และจะเอาผลตอบแทนระหว่างการซื้อ Unit Link และซื้อประกัน+กองทุน ใครจะได้ผลตอบแทนดีกว่ากันมากให้ดูครับ)
ลองสมมติว่ากองทุนให้ผลตอบแทน 8% ในระยะยาว คุณออมเงินแล้วจะมีเงินเท่าไหร่



ถ้าลงกองทุนปีละ 12,000 บาท หรือเดือนละ 1,000 บาท เพิ่มเงินออมทุกๆ 5ปีอีก 500 บาท ระยะเวลาในการลงทุนอยู่ที่ 33 ปีคุณจะมีเงิน 3,375,833 บาท แต่ขอให้ระลึกเสมอว่าผลตอบแทนบางปีนั้นอาจจะขาดทุนและไปชดเชยเอาในปีถัดๆไป ดังนั้นเมื่อเกษีณไปแล้ว อายุมากแล้วและไม่ได้ทำงานประจำ การรับผลตอบแทนแบบขาดทุนเป็นสิ่งที่รับได้ยากเพราะเมื่อรายได้ประจำไม่มีเหมือนเดิมแล้วคุณจะรู้สึกไม่ดี และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ผลตอบแทนจะเป็นบวก 
แต่ถ้ายังรักษาผลตอบแทนที่ 8% เอาไว้ได้ เงิน 3.375ล้านบาทก็จะให้ดอกเบี้ยปีละ 270,000 บาทหรือ เดือน 22,500 บาท เมื่อรวมกับเงินประกันสังคมก็น่าจะเพียงพอที่จะใช้ชีวิตแบบธรรมดาได้เหมือนกัน

สิ่งสำคัญของการวางแผนคือการลงทุนให้ตัวเอง ให้ตนมีความรู้มากกว่าเมื่อวาน เท่าทันกับโลกของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป วางแผนสม่ำเสมอ และป้องกันสิ่งที่ไม่คาดฝันเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย

จงลงทุนและเก็บออมตั้งแต่อายุยังน้อย และสำคัญกว่าการเริ่มลงทุนคือเริ่มหาความรู้ในการลงทุนที่ถูกต้องและมีทัศนคติที่ถูกต้อง เรียนรู้มันทุกๆวัน

เนื้อหาครั้งต่อไปจะแนะนำการจัดสรรการลงทุน(Asset Allocation)ให้เหมาะสมกับอายุ รายได้ ระยะเวลา และความรู้ที่มี

กรณีศึกษาผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น
กราฟด้านล่างเป็นผลตอบแทนของพอร์ตคุณวิยะดา(นุ่ม) ตั้งแต่ปี มค. 2014 - เมษา 2017 ข้อมูลจาก itracker ของบัวหลวง(ส่วนที่ขาดไปนั้นเนื่องจากย้ายพอร์ตการลงทุนไปยังโบรกเกอร์ SBITO ไม่มีบริการเหมือนอย่างโบรกเกอร์บัวหลวง แต่ผลตอบแทนก็ยังดีอยู่☺)
ระยะเวล 3 ปี 4 เดือน 

=>> การลงทุนทำผลตอบแทนได้ 138% (ถ้าใครมีพอร์ตลงทุนกับบัวหลวงจะดูออกครับว่าหากไม่ถือเงินสดมากเกินไปผลตอบแทนน่าจะเกิน 200% ) Update ผลตอบ
=>> เมื่อเทียบกับ SET50 ได้ผลตอบแทน 12.5% ถ้ารวมผลตอบแทนของ SET50 อีกปีละ 3% ก็น่าจะได้ผลตอบแทนที่วันออกมาเป็น SET50 TRI ราวๆ 26.0% นี่ก็คือผลตอบแทนของกองทุน SET50 นั้นเอง(ก่อนหักค่าธรรมเนียมต่างๆ)

หมายเหตุเอามาให้ดูเพื่อเป็นแรงบันดาใจให้กับคนที่ต้องการวางแผนการเงินให้กับตัวเอง แต่แนวทางการบริการเงินก็ไม่ใช่เรื่องหุ้นเสมอไปยังมีอีกหลายทางที่น่าสนใจ

*** สำคัญที่สุดของการวางแผนการเงินคือ การรักษาผลตอบแทนให้ได้ในระยะยาว คือสิ่งเดียวกันกับการรักษาความรู้ให้เพิ่มพูนตลอดเวลา หากแค่วางแผนแต่ทำไม่ได้ แผนก็ยังเป็นแค่แผนยังไม่ใช่ความจริง >> จงลงมือทำเดียวนี้***






Wednesday, September 6, 2017

ลงทุนทางเลือกด้วยกองทุน


การลงทุนในดัชนี

ทุกวันนี้ดอกเบี้ยธนาคารอยู่ในระดับต่ำมานาน หากใครจะหาผลตอบแทนที่ดีๆจากการฝากเงินคงเป็นเรื่องยาก ผมขอแสดงสถิติการลงทุนเพื่อเป็นทางเลือก


รูปด้านบนแสดงให้เห็นถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน(เฉลี่ยทั้งปีโดยประมาณ)นับตั้งปี 2522 ถึง 2560 จะพบว่าดอกเบี้ยเป็นขาลงมาโดยตลอด และในปี 2560 อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่เพียง 1.65% เท่านั้น
ในปี 2541 ผมเคยได้รับดอกเบี้ยจากออมทรัพย์ราวๆ 14-15%ต่อปี


ทางเลือกอีกอย่างคือการลงทุนในกองทุน
กองทุนก็คือผู้ที่จะบริหารเงินของผู้ลงทุนโดยทุกคนสามารถซื้อกองทุนได้ซึ่งจะเรียกว่า "ผู้ถือหน่วยลงทุน"
ผู้บริการกองทุนจะนำเงินที่ผู้ถือหน่วยลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆตามที่ระบุเอาไว้ในหนังสือชี้ชวนการลงทุน กองทุนไม่สามารถที่จะลงทุนนอกเหนือจากที่ได้แสดงข้อมูลในหนังสือชี้ชวนได้

ผมจะนำผลตอบแทนจากกองทุนที่ซื้อหุ้นจากดัชนีมาเป็นตัวพิจารณาเพื่อเปรียบเทียบในการลงทุน เพราะเหตุใดจึงต้องนำกองทุนดัชนีมาเปรียบเทียบ ข้อดีของกองทุนดัชนีคือ

  1. ไม่ต้องพึ่งพาความสามารถของผู้จัดการกองทุนมากนัก มีหลายกองทุนที่ผลตอบแทนย่ำแย่ไม่สมกับเงินค่าบริการที่ผู้ถือหน่วยได้จ่ายไป
  2. การลงทุนในดัชนี SET50 มีตัวเลือกหลายทาง เราอาจจะซื้อผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้โดยง่ายผ่านพอร์ตหุ้น(บัญชีหุ้น)
  3. ค่าดำเนินการต่ำ เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาความสามารถของผู้จัดการกองทุนจึงทำให้การเลือกลงทุนไม่ต้องใช้สมอง เพียงแต่กองทุนซื้อหุ้นที่อยู่ในกลุ่มในจำนวนเฉลี่ยๆกันตามขนาดของมูลค่าตลาดของหุ้นแต่ละตัว
  4. ผลตอบแทนในระยะยาวตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

 ผมขอนำแผนภูมิแสดงผลตอบแทนรายปีของ 2 กองทุน LTF (เหตุผลที่เลือกแบบ LTF เพราะการซื้อ LTF เป็นทางเลือกที่ผู้ซื้อได้ประโยชน์ในการนำไปลดหย่อนรายได้เพื่อเสียภาษีน้อยลง) กองแรกคือ SCBLTS ซึ่งน่าจะให้ผลตอบแทนในกลุ่มท้ายๆตลอดระยะเวลานับตั้ังแต่ปี 2550 - 2560 และกองที่สองคือ CG-LTF เป็นกองที่ให้ผลตอบแทนอันดับต้นๆ(น่าจะอันดับ1)สำหรับผลตอบแทนระยะยาวตั้งแต่ปี 2550 - 2560 และผมจะมีกราฟแทงของผลตอบแทน SET, SET50, MAI ซึ่งทั้ง 3 อันนี้ได้รวมสิทธิทุกอย่าง หรือเรียกว่า TRI (ขอให้ดูคำอธิบายเพิ่มเติมไว้ในท้ายบทความ)

( ที่มาของผลตอบแทนในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ www.set.or.th/th/products/index/tri_p1.html )
( ที่มาของผลตอบแทนกองทุน www.scbam.com/th/fund/ltf/fund-information/scblts และ www.uobam.co.th/th/mutual-fund/90034/CG-LTF )
( ที่มาของลำดับผลตอบแทนกองทุน LTF www.wealthmagik.com/FundInfo/TopFundPerformance.aspx )



และกราฟด้านล่างเป็นผลตอบแทนจากการเงินฝากประจำ 12 เดือนเฉลี่ยช่วงปี 2542 - 2560 อาจจะดูไม่ตรงกับประกาศของธนาคารใด แต่อยู่ในอัตราที่ใกล้เคียง


อันที่จริงผมควรจะทำเปรียบเทียบกับค่านิยมอีกอย่างของคนออมเงินคือ การออมไว้ในประกันชีวิตประเภทออมทรัพย์ แต่ขอไปรวบรวมเอกสารประกันแต่ละชนิดมาก่อนครับ

ตารางผลตอบแทนต่อปีคิดเป็น % ของเงินฝากและกองทุน จากปี 2545


เนื่องจากกองทุน LTF เริ่มดำเนินการจากปี 2550 ผมจะทำการเปรียบเทียบว่าเงินลงทุนในแต่ละอย่างโดยเริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี 2550 เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท เมื่อถึงปี กันยายน 2560 เงินจำนวนนี้จะมีมูลค่าเท่าไหร่

ระยะเวลาการลงทุนจากปี 2550 - 2560 เป็นจำนวน 11 ปี เงิน 1 แสนบาท

  • หากฝากประจำ 12 เดือน จะมีเงิน 126,617 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 11 ปีที่ 2.17% ทบต้น
  • หากนำไปลงทุนใน SET50 TRI (เทียบเท่ากับการซื้อ TDEX หรือ ESET50 หรือกองทุน SET50) จะมีเงิน 327,730 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 11 ปีที่ 11.39 % ต่อปี ทบต้น
  • หากนำเงินไปลงทุน SCBLTS จะมีเงิน 128,603 บาท (ยังไม่รวมผลประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี) ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 11 ปีที่ 2.31 % ต่อปีทบต้น
  • หากนำเงินไปลงทุน CG-LTF จะมีเงิน 454,266 บาท (ยังไม่รวมผลประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี) ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 11 ปีที่ 14.75% ต่อปีทบต้น

นั้นเป็นเรื่องของอดีต 11 ปีที่ผ่านมาซึ่งในอนาคตคงไม่อาจจะคาดการณ์ได้ แต่อย่างที่บอกครับว่าการลงทุนใน SET หรือ SET50 ก็เหมือนลงทุนกับธุรกิจใหญ่ในประเทศไทยผลตอบแทนย่อมเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ
ขอให้ดูอีกครั้งว่าหากเรานำเงิน 1 แสนบาทไปเริ่มลงทุนในปี 2551 แล้วผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร











  • หากฝากประจำ 12 เดือน จะมีเงิน 123,300 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 10 ปีที่ 2.12% ต่อปีทบต้น






  • หากนำไปลงทุนใน SET50 TRI (เทียบเท่ากับการซื้อ TDEX หรือ ESET50 หรือกองทุน SET50) จะมีเงิน 327,730 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 10 ปีที่ 10.68 % ต่อปีทบต้น







  • หากนำเงินไปลงทุน SCBLTS จะมีเงิน 128,603 บาท (ยังไม่รวมผลประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี) ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 10 ปีที่ 2.14 % ต่อปีทบต้น







  • หากนำเงินไปลงทุน CG-LTF จะมีเงิน 454,266 บาท (ยังไม่รวมผลประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี) ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 10 ปีที่ 12.56% ต่อปีทบต้น

  • นอกจากนี้เรายังมีกองทุนที่ลงทุนดัชนีหรือเฉพาะกลุ่มธุรกิจให้ได้เลือก เช่น กองทุนที่ลงทุนเฉพาะในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ รวมถึงทางเลือกของการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    ผมได้ดูกราฟราคา(NAV) ของกองทุนต่างๆพบว่าเราสามารถเลือกช่วงเวลาการลงทุนให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลตอบแทนได้ และในทำนองเดียวกันหากเราเลือกผิดเราก็จะมีผลตอบแทนที่แย่กว่าในตารางได้ ในตารางคือการซื้อที่วันแรกของปี และการหาจังหวะการซื้อกองทุนก็สำคัญเช่นกันมันจะทำให้เรามีผลตอบแทนที่ต่างกันไปตามตัวอย่างที่แสดงไว้ทั้งสองตางราง

    ผลตอบแทนเมื่อเรารวมผลประโยชน์การลดหย่อนภาษีผมขอทำกรณีผู้ที่นำมูลค่าการลุงทน 1 แสนบาทและสามารถนำไปลดหย่อนภาษีในปีที่ได้ลงทุนเป็นจำนวน 10% หมายความว่าเราจะได้เงินคือ 1 หมื่นบาท ดังนั้น ผลตอบแทนจะเป็นดังนี้ ให้ดูบรรทัดสุดท้ายครับ

    SCBLTS จะให้ผลตอบแทน 3.23% ต่อปีทบต้น และ CG-LTF จะให้ผลตอบแทน 13.75% ต่อปีทบต้น

    อธิบาย เงินลงทุนในกองทุนจะถูกปรับลดเหลือ 9 หมื่นบาทเพราะเราสามารถขอคืนได้ 10% ซึ่งในตารางผมทำการคำนวณโดยใช้สูตร IRR ของ Excel ซึ่งจะหมายถึงผลตอบแทนต่อปีตลอดระยะเวลา 10 ปี ซึ่งจะมีเวลาไถ่ถอนกองทุนก่อน 1 ครั้ง เพราะกองทุน LTF สามารถที่จะไถ่ถอนได้ภายในระยะเวลา 7 ปีปฎิทินหรือ น้อยสุดคือ 5 ปี 2 วัน (เมื่อก่อนสามารถถือครองเพียง 5 ปีปฎิทินเท่านั้น) ก็ยิ่งทำให้เราได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นไปกว่าที่แสดงในตารางอีกเล็กน้อย

    อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าทุกคนจะลงทุนในกองทุนกันได้ผลตอบแทนดีๆเสมอไป ก็เหมือนกับการลงทุนในหุ้นที่ยากพอสมควร แต่การเลือกลงทุนในกองทุนนั้นง่ายกว่าลงในหุ้นเองมาก เพราะแค่เรียนรู้เกี่ยวกับข้อมูลที่จำเป็นในการเลือกและดูนโยบายการลงทุนก็สามารถทำได้ และยิ่งง่ายไปใหญ่หากคุณเลือกลงทุนตามดัชนี SET50 เพราะแค่เปิดบัญชีหุ้นหรือบัญชีกองทุนก็สามารถซื้อได้ทันที และรอรับผลตอบแทน(ที่อาจจะออกมาบวกหรือลบก็ได้) แต่สำหรับผมแล้วการลงทุนในดัชนีเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับการลงทุน แต่เชื่อมั่นว่าบริษัทธุรกิจเอกชนใหญ่ๆในตลาดหลักทรัพย์จะสร้างผลตอบแทนได้ตามสภาวะเศรษฐกิจและย่อมต้องดีกว่าการฝากเงินอย่างแน่นอนครับ

    -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
    ดัชนีผลตอบแทนรวม (TRI)  
    ดัชนีผลตอบแทนรวม คือ การคำนวณผลตอบแทนทุกประเภทของการลงทุนในหลักทรัพย์ให้สะท้อนออกมาในค่าดัชนี ทั้งผลตอบแทนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหลักทรัพย์ที่ลงทุน (Capital gain/loss) สิทธิในการจองซื้อหุ้น (Rights) ซึ่งเป็นสิทธิที่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน ซึ่งมักจะให้สิทธิซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ณ ขณะนั้น และเงินปันผล (Dividends) ซึ่งเป็นส่วนแบ่งของกำไรที่จ่ายให้กับผู้ถือหุ้น โดยมีสมมติฐานเพิ่มเติมว่าเงินปันผลที่ได้รับนี้จะถูกนำไปลงทุนในหลักทรัพย์ด้วย (Reinvest)

    ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดทำการคำนวณค่าดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์ (SET TRI) ดัชนีผลตอบแทนรวม SET50 (SET50 TRI) ดัชนีผลตอบแทนรวม SET100 (SET100 TRI) ดัชนีผลตอบแทนรวม SETHD (SETHD TRI) ดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai TRI) และดัชนีผลตอบแทนรวมรายอุตสาหกรรม (Industry TRI) รายวัน เพื่อเป็นเครื่องมือเพิ่มเติมสำหรับสะท้อนผลตอบแทนโดยรวมจากการลงทุนในแต่ละกลุ่มหลักทรัพย์ พร้อมกันนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯได้คำนวณอัตราผลตอบแทนรวมรายเดือนของหลักทรัพย์ย้อนหลัง 12 เดือน สำหรับเป็นข้อมูลเพิ่มเติมให้กับผู้ลงทุนที่ต้องการเปรียบเทียบผลตอบแทนการลงทุนเป็นรายหลักทรัพย์