Wednesday, September 20, 2017

การวางแผนการเงินระยะยาวและการป้องกันความเสี่ยง

เนื้อหานี้จะชี้ให้เห็นผลตอบแทนที่คนทั่วไปสามารถเลือกที่จะทำได้ และนำมันไปใช้ในการวางแผนทางการเงิน โดยสมมติผลตอบแทนจาก การฝากเงิน ประกันที่ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด และกองทุน และชี้ให้เห็นว่าการลงทุนแต่เนินๆจะใช้เงินไม่มาก หากวางแผนช้าอาจจะมีเงินไม่พอใช้ในอนาคต

หากผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ บางทีก็ไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมในการวางแผนการเงินเท่าไหร่ เนื่องจากการเริ่มต้นการทำงานใหม่เงินเดือนน้อย ค่าใช้จ่ายมาก

อย่างไรก็ตามหาคุณเริ่มต้นเก็บออมเร็วคุณก็จะมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้นและเร็วขึ้น
สมมติว่าคุณเก็บเงินเริ่มต้นด้วยเงิน 1,000 บาทต่อเดือนหรือปีละ 12,000 บาท ในวันเริ่มทำงานด้วยอายุ 22 ปี
หากคุณฝากธนาคารด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 1.8 %(เลือกเงินฝากพิเศษ และเงินฝากประจำ 2 ปี)
จากตารางเงินที่เก็บไว้ในธนาคารจำนวน 1,000 บาท ทุกเดือน จะเป็น 544,070 บาท ในวันที่คุณอายุ 55 ปี ซึ่งไม่เพียงพอที่จะดำรงชีพอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามเราก็สามารถเพิ่มเงินออมไปตามความก้าวหน้าในอาชีพการงานได้

"หากเก็บเงิน 2,000 บาทต่อเดือนก็ให้เอา 2 คูณผลตอบแทน"



หากหันไปลงทุนด้วยการออมผ่านประกันชีวิตซึ่งต้องเลือกให้ดีเพราะตัวแทนมักจะไม่พูดถึงประเด็นนี้เท่าไหร่ ผลตอบแทนที่ได้ก็ดูงงๆ ตัวแทนส่วนใหญ่ไม่ได้คำนวณว่าผลตอบแทนจริงๆแล้วเมื่อคิดเป็นดอกเบี้ยร้อยละอยู่ที่เท่าไหร่ จากที่เคยวิเคราะห์มาหลายแบบ มีหลายแบบที่ผู้ทำประกันเมื่อมีอายุครบ 60 ปี ไม่มีผลตอบแทนเลย หรือได้ดอกเบี้ย 0% ต่อปี แต่ตัวแทนจะพูดถึงเงินคืนคืดเป็นร้อยละเท่าไหร่ของเงินเอาประกัน ไม่ใช่เงินที่เราส่งไป ขอให้ระวังไว้ให้มาก 

อย่างไรก็ตามมีบางแบบที่ให้ผลตอบแทนที่ราวๆ 2.4% ต่อปี ดีกว่าเงินฝาก ดังนั้นจะทำตารางเปลี่ยนจากดอกเบี้ยร้อยละ 1.8% ต่อปีเป็น 2.4%
ผลที่ได้คือจะมีเงินเพิ่มขึ้นอีก 5หมื่นกว่าบาท นั้นก็ดีกว่าการฝากเงินทั่วๆไปแต่ก็ยังไม่เพียงพอในการใช้ในชีวิตประจำวันในวัยเกษียณ

แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ประกันทำได้ดีกว่าคือ หากเราตาย ประกันก็มีเงินให้คนข้างหลังที่ต้องพึ่งพารายได้จากเรา ไม่มีใครรับประกันได้ว่าคุณจะอยู่ถึงวันพรุ่งนี้ ประกันชีวิตมีหลักการคือ

1.หากคุณทำงานไม่ได้เจ็บป่วยและแย่สุดคือพิการ ใครจะจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูคุณและครอบครัวของคุณ
2.ดีขึ้นมาหน่อยคือหากคุณตาย ใครจะเลี้ยงดูครอบครัวคุณ
3.หากคุณตายหรือทำงานไม่ได้ แล้วธุรกิจของคุณใครจะดูแลต่อได้ บางครั้งธุรกิจของคุณนั้นใครก็ทำแทนไม่ได้ หรือทายาทของคุณยังอายุน้อยเกินไปที่จะรับไม้ต่อจากคุณ หรือทายาทของคุณไม่มีแววที่จะทำงานแทนคุณได้
4.ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตทำงาน หากคุณเป็นโรคร้ายแรง เงินที่เก็บมาอาจจะหมดไปกับการรักษาตัว ถ้ารักษาจนหายแต่ไม่มีเงินเหลือ คุณจะทำอย่างไร และเลวร้ายที่สุดคือคุณมีเงินไม่พอรักษาตัว


ถ้าคุณมั่นใจว่าคุณจะอยู่ถึง 60 ปี อย่างแข็งแรงก็ไม่มีอะไรที่จะต้องไปทำประกันชีวิต แต่คุณก็สามารถเลือกที่จะทำประกันแบบออมทรัพย์ได้(ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก)หากคุณไม่ชำนาญเรื่องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือจะทำประกันออมทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโพลิโอการลงทุน ดังนั้นการทำประกันชีวิตจึงไม่ใช่การลงทุนหรือฝากเงินเพื่อให้ได้ดอกเบี้ย
จะเห็นว่าแบบประกันที่ผลตอบแทนไม่ดีมักจะให้ความคุ้มครองที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับแบบประกันที่เน้นออมทรัพย์ มาถึงตรงนี้คุณคงพอนึกออกว่าการทำประกันที่ได้ผลตอบแทนต่ำมากนั้นไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีเสมอไปเพราะเงินบางส่วนที่เราจ่ายบริษัทประกันชีวิตทุกๆปีเขาจะแยกเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่1 นำไปใช้ในการประกันชีวิต ส่วนที่สองเป็นเงินเก็บให้ผู้ถือกรมธรรม์ ในส่วนที่1นั้นแทบทุกแบบจะมีมูลค่าเท่ากัน(คือผู้ซื้อประกันชีวิตจ่ายเท่าๆกันกับแบบอื่น) แต่ส่วนที่สองนั้นไม่เท่ากัน ถ้าความคุ้มครองที่ 1แสนเท่ากัน แบบที่ส่งเงินมากก็จะให้ผลตอบแทน(ที่เทียบเท่าเงินฝาก)ดีกว่าแบบที่ส่งเงินน้อยๆ 
>> หากมีเงินน้อยๆก็ควรทำประกันแบบเงินน้อยคุ้มครองมาก (ค่าเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับอายุแต่ไม่เกิน 1,000 บาทต่อปีต่อการคุ้มครอง 1แสนบาท สำหรับผู้ชายอายุไม่เกิน 44 ปี)
>> หากเน้นออมเงินไปด้วยก็ให้ซื้อแบบออมทรัพย์ หรือจะซื้อผสมๆกันก็ได้ตามแต่ที่เราจะออกแบบ


ลองทำตารางผลตอบแทนอีกแบบคือ แบบที่คุณเพิ่มเงินออมทุกๆ 5 ปี จากเดือนละ 1,000 บาท ก็เพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 500 บาท เมื่อคุณทำงานครบทุกๆ 5 ปี
อย่างไรก็ตามคุณก็ควรมีเงินในบัญชีออมทรัพย์เพื่อใช้ในยามฉุกเฉินเพราะการออมระยะยาวหรือซื้อประกันหากคุณจะเอาเงินออกมาก่อนครบกำหนดคุณจะเสียผลตอบแทนไปบางส่วน



การเก็บเงินตามตารางนี้ในวันที่คุณอายุ 55 ปี คุณจะมีเงิน 1,336,038 บาท

จะเห็นว่าทั้ง 3 กรณีคุณมีเวลาเก็บเงินถึง 33 ปี แต่คุณก็มีเงินไม่พอที่จะใช้ในวัยเกษียณทั้ง2กรณี นั้นเป็นเพราะ 
1. คุณเก็บเงินต่อเดือนน้อยเกินไป
2. คุณได้รับผลตอบแทนน้อยเกินไป
3. เวลาที่คุณเก็บเงินไม่สัมพันธ์กับจำนวนที่คุณเก็บเงิน หากคุณเก็บเงินไม่มากคุณก็ควรทำงานยาวกว่านี้
หากเก็บเงินช้าเกินไปจะเกิดอะไรขึ้น คุณอาจจะต้องเพิ่มเงินเก็บเข้าไปอีก และรวมถึงต้องได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า 
แต่ถ้าคุณเป็นอะไรก่อน ทำให้คุณทำงานไม่ได้ นั้นจะทำให้คุณหมดโอกาสที่จะดูแล้วครอบครัวและตัวคุณเองได้อย่างแน่นอน

สิ่งสำคัญคือ หาความรู้ด้านการเงินและการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย

::::: ควรมีเงินเท่าไหร่ในวัยเกษียณ? :::::


มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้เงินเท่าไหร่ในการดำรงชีพในวันนั้น ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ท่องเที่ยว/เดินทาง สังสรรค์ อื่นๆ

::::: ทางเลือกที่ดีกว่าการฝากเงินหรือการทำประกัน :::::

จากประสบการณ์การลงทุนของผู้เขียนที่ผ่านมาเกือบ 15 ปี การลงทุนในหุ้นคือทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งโดยส่วนตัวได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเกิน 20% ต่อปี แต่ทางเลือกนี้เหมาะสมสำหรับบางคนและไม่เหมาะสมสำหรับบางคน 
สมมติว่าหากเราได้รับผลตอบแทน 20% ต่อปี โดยเที่ลงทุน 1,000 บาทต่อเดือน ผลตอบแทนจะเป็นเท่าไหร่?
||| อีกกรณี หากเพิ่มเงินลงทุนไปตามอายุงาน |||


หากลงเงินคงที่ 1,000 บาทต่อเดือน จะมีเงิน 29.46 ล้านบาท
หากลงเงินเพิ่มทุกๆ 5 ปี(เพิ่ม 500 บาทต่อเดือน)จะมีเงิน 39.13 ล้านบาท
ทั้งสองกรณี คุณมีเงินเพียงพอที่จะใช้ไปจนตาย
แต่น้อยคนนักที่จะรักษาผลตอบแทนระดับ 20% ต่อปีในระยะยาวนาน ถ้าคุณได้ผลตอบแทนเพียง 12.5% คุณก็มีเงินใช้เพียงพอไปตลอดชีวิตแล้วครับ
แม้ว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีไม่ว่าจะ 12.5% หรือ 20% ต่อปี หากเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝัน คุณก็จะเก็บเงินไม่ได้ตามที่ต้องการ และหากคุณมีภาระที่จะต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวหรือบุพการี คุณจำเป็นต้องซื้อประกันความเสี่ยงเพื่อที่จะทำให้คนที่อยู่ข้างหลังของคุณมีหลักประกันที่แน่นอนเหมือนกับว่าคุณได้ดูแลเขาตลอดไป

การศึกษาหุ้นนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งใจ กาย และความรู้รอบด้าน แต่สำคัญคือรู้จักตัวเองว่าตนเองเข้าใจอะไร ไม่เข้าใจอะไร ข้อดีของการลงทุนในหุ้นคือ เป็นเจ้าของกิจการที่มีผู้บริหารคอยทำงานให้และจะมีเวลามากเพียงพอจนคุณรู้สึกว่าวันๆจะทำอะไรดี

หรือ

คุณสามารถเลือกที่จะลงทุนในกองทุน รายละเอียดพื้นฐานผลตอบแทนกองทุนดูที่นี่ >> กองทุน <<


ทางเลือกที่ช่วงหลังบริษัทประกันมักจะหยิบยกมาเสนอให้กับลูกค้าคือ Unit Link 

Unit Link คืออะไร มันก็การทำประกันแบบ Term รวมกันกับการซื้อกองทุน

ดังนั้นมันจะทำงานสองหน้าที่คือ 1.ประกันชีวิต 2.ออมเงินผ่านตลาดหลักทรัพย์ผ่านกองทุน

แต่จะชี้ประเด็นว่า การลงทุนผ่าน Unit Link นั้นเป็นการลงทุนที่เสียเปรียบโดยไม่จำเป็นเลยทีเดียว เพราะเหตุใดคุณจึงมีความจำที่ต้องซื้อกองทุนผ่านบริษัทประกันชีวิตในเมื่อ

1. คุณซื้อประกัน ส่วนเงินที่เหลือคุณก็ไปซื้อกองทุนเอง
2. คุณซื้อกองทุน Unit Link ผ่านประกันชีวิต คุณจะเสียค่าธรรมเนียมหลายต่อ ได้แก่ เสียให้ตัวแทน เสียให้บริษัทประกันชีวิต เสียให้กับผุ้บริหารกองทุน แล้วคุณจะเสียเงินเพิ่มเติมเพื่ออะไร
3. ถึงแม้คุณซื้อกองทุน Unit Link ผ่านบริษัทประกันชีวิต คุณก็เป็นคนเลือกกองทุน เช่นเดียวกันกับที่คุณไปซื้อกองทุนเองซึ่งเสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่าพอควร
4. บริษัทประกันชีวิต ไม่รับผิดชอบต่อผลการดำเนินงานของกองทุน หรือจะเรียกว่า Unit Link นั้นมีผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน เช่นเดียวกันกับการลงทุนในกองทุนด้วยตัวเองและการลงทุนในหุ้น

::: แล้วถ้าลงทุนในกองทุน ผลตอแทนจะเป็นเท่าไหร่ :::

มันขี้นอยู่กับกองทุนที่คุณเลือก หลายๆกองทุนขาดทุน หลายๆกองทุนผลตอบแทนดีมาก( 10% ต่อปีก็ถือว่าดีมากแล้วครับ)
แต่ถ้าคุณไม่มีความรู้ในการลงทุน ควรเลือกกองทุนดัชนี (ครั้งต่อไปจะเขียนถึงกองทุนดัชนี และจะเอาผลตอบแทนระหว่างการซื้อ Unit Link และซื้อประกัน+กองทุน ใครจะได้ผลตอบแทนดีกว่ากันมากให้ดูครับ)
ลองสมมติว่ากองทุนให้ผลตอบแทน 8% ในระยะยาว คุณออมเงินแล้วจะมีเงินเท่าไหร่



ถ้าลงกองทุนปีละ 12,000 บาท หรือเดือนละ 1,000 บาท เพิ่มเงินออมทุกๆ 5ปีอีก 500 บาท ระยะเวลาในการลงทุนอยู่ที่ 33 ปีคุณจะมีเงิน 3,375,833 บาท แต่ขอให้ระลึกเสมอว่าผลตอบแทนบางปีนั้นอาจจะขาดทุนและไปชดเชยเอาในปีถัดๆไป ดังนั้นเมื่อเกษีณไปแล้ว อายุมากแล้วและไม่ได้ทำงานประจำ การรับผลตอบแทนแบบขาดทุนเป็นสิ่งที่รับได้ยากเพราะเมื่อรายได้ประจำไม่มีเหมือนเดิมแล้วคุณจะรู้สึกไม่ดี และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ผลตอบแทนจะเป็นบวก 
แต่ถ้ายังรักษาผลตอบแทนที่ 8% เอาไว้ได้ เงิน 3.375ล้านบาทก็จะให้ดอกเบี้ยปีละ 270,000 บาทหรือ เดือน 22,500 บาท เมื่อรวมกับเงินประกันสังคมก็น่าจะเพียงพอที่จะใช้ชีวิตแบบธรรมดาได้เหมือนกัน

สิ่งสำคัญของการวางแผนคือการลงทุนให้ตัวเอง ให้ตนมีความรู้มากกว่าเมื่อวาน เท่าทันกับโลกของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป วางแผนสม่ำเสมอ และป้องกันสิ่งที่ไม่คาดฝันเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย

จงลงทุนและเก็บออมตั้งแต่อายุยังน้อย และสำคัญกว่าการเริ่มลงทุนคือเริ่มหาความรู้ในการลงทุนที่ถูกต้องและมีทัศนคติที่ถูกต้อง เรียนรู้มันทุกๆวัน

เนื้อหาครั้งต่อไปจะแนะนำการจัดสรรการลงทุน(Asset Allocation)ให้เหมาะสมกับอายุ รายได้ ระยะเวลา และความรู้ที่มี

กรณีศึกษาผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น
กราฟด้านล่างเป็นผลตอบแทนของพอร์ตคุณวิยะดา(นุ่ม) ตั้งแต่ปี มค. 2014 - เมษา 2017 ข้อมูลจาก itracker ของบัวหลวง(ส่วนที่ขาดไปนั้นเนื่องจากย้ายพอร์ตการลงทุนไปยังโบรกเกอร์ SBITO ไม่มีบริการเหมือนอย่างโบรกเกอร์บัวหลวง แต่ผลตอบแทนก็ยังดีอยู่☺)
ระยะเวล 3 ปี 4 เดือน 

=>> การลงทุนทำผลตอบแทนได้ 138% (ถ้าใครมีพอร์ตลงทุนกับบัวหลวงจะดูออกครับว่าหากไม่ถือเงินสดมากเกินไปผลตอบแทนน่าจะเกิน 200% ) Update ผลตอบ
=>> เมื่อเทียบกับ SET50 ได้ผลตอบแทน 12.5% ถ้ารวมผลตอบแทนของ SET50 อีกปีละ 3% ก็น่าจะได้ผลตอบแทนที่วันออกมาเป็น SET50 TRI ราวๆ 26.0% นี่ก็คือผลตอบแทนของกองทุน SET50 นั้นเอง(ก่อนหักค่าธรรมเนียมต่างๆ)

หมายเหตุเอามาให้ดูเพื่อเป็นแรงบันดาใจให้กับคนที่ต้องการวางแผนการเงินให้กับตัวเอง แต่แนวทางการบริการเงินก็ไม่ใช่เรื่องหุ้นเสมอไปยังมีอีกหลายทางที่น่าสนใจ

*** สำคัญที่สุดของการวางแผนการเงินคือ การรักษาผลตอบแทนให้ได้ในระยะยาว คือสิ่งเดียวกันกับการรักษาความรู้ให้เพิ่มพูนตลอดเวลา หากแค่วางแผนแต่ทำไม่ได้ แผนก็ยังเป็นแค่แผนยังไม่ใช่ความจริง >> จงลงมือทำเดียวนี้***






Wednesday, September 6, 2017

ลงทุนทางเลือกด้วยกองทุน


การลงทุนในดัชนี

ทุกวันนี้ดอกเบี้ยธนาคารอยู่ในระดับต่ำมานาน หากใครจะหาผลตอบแทนที่ดีๆจากการฝากเงินคงเป็นเรื่องยาก ผมขอแสดงสถิติการลงทุนเพื่อเป็นทางเลือก


รูปด้านบนแสดงให้เห็นถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน(เฉลี่ยทั้งปีโดยประมาณ)นับตั้งปี 2522 ถึง 2560 จะพบว่าดอกเบี้ยเป็นขาลงมาโดยตลอด และในปี 2560 อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่เพียง 1.65% เท่านั้น
ในปี 2541 ผมเคยได้รับดอกเบี้ยจากออมทรัพย์ราวๆ 14-15%ต่อปี


ทางเลือกอีกอย่างคือการลงทุนในกองทุน
กองทุนก็คือผู้ที่จะบริหารเงินของผู้ลงทุนโดยทุกคนสามารถซื้อกองทุนได้ซึ่งจะเรียกว่า "ผู้ถือหน่วยลงทุน"
ผู้บริการกองทุนจะนำเงินที่ผู้ถือหน่วยลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆตามที่ระบุเอาไว้ในหนังสือชี้ชวนการลงทุน กองทุนไม่สามารถที่จะลงทุนนอกเหนือจากที่ได้แสดงข้อมูลในหนังสือชี้ชวนได้

ผมจะนำผลตอบแทนจากกองทุนที่ซื้อหุ้นจากดัชนีมาเป็นตัวพิจารณาเพื่อเปรียบเทียบในการลงทุน เพราะเหตุใดจึงต้องนำกองทุนดัชนีมาเปรียบเทียบ ข้อดีของกองทุนดัชนีคือ

  1. ไม่ต้องพึ่งพาความสามารถของผู้จัดการกองทุนมากนัก มีหลายกองทุนที่ผลตอบแทนย่ำแย่ไม่สมกับเงินค่าบริการที่ผู้ถือหน่วยได้จ่ายไป
  2. การลงทุนในดัชนี SET50 มีตัวเลือกหลายทาง เราอาจจะซื้อผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้โดยง่ายผ่านพอร์ตหุ้น(บัญชีหุ้น)
  3. ค่าดำเนินการต่ำ เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาความสามารถของผู้จัดการกองทุนจึงทำให้การเลือกลงทุนไม่ต้องใช้สมอง เพียงแต่กองทุนซื้อหุ้นที่อยู่ในกลุ่มในจำนวนเฉลี่ยๆกันตามขนาดของมูลค่าตลาดของหุ้นแต่ละตัว
  4. ผลตอบแทนในระยะยาวตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

 ผมขอนำแผนภูมิแสดงผลตอบแทนรายปีของ 2 กองทุน LTF (เหตุผลที่เลือกแบบ LTF เพราะการซื้อ LTF เป็นทางเลือกที่ผู้ซื้อได้ประโยชน์ในการนำไปลดหย่อนรายได้เพื่อเสียภาษีน้อยลง) กองแรกคือ SCBLTS ซึ่งน่าจะให้ผลตอบแทนในกลุ่มท้ายๆตลอดระยะเวลานับตั้ังแต่ปี 2550 - 2560 และกองที่สองคือ CG-LTF เป็นกองที่ให้ผลตอบแทนอันดับต้นๆ(น่าจะอันดับ1)สำหรับผลตอบแทนระยะยาวตั้งแต่ปี 2550 - 2560 และผมจะมีกราฟแทงของผลตอบแทน SET, SET50, MAI ซึ่งทั้ง 3 อันนี้ได้รวมสิทธิทุกอย่าง หรือเรียกว่า TRI (ขอให้ดูคำอธิบายเพิ่มเติมไว้ในท้ายบทความ)

( ที่มาของผลตอบแทนในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ www.set.or.th/th/products/index/tri_p1.html )
( ที่มาของผลตอบแทนกองทุน www.scbam.com/th/fund/ltf/fund-information/scblts และ www.uobam.co.th/th/mutual-fund/90034/CG-LTF )
( ที่มาของลำดับผลตอบแทนกองทุน LTF www.wealthmagik.com/FundInfo/TopFundPerformance.aspx )



และกราฟด้านล่างเป็นผลตอบแทนจากการเงินฝากประจำ 12 เดือนเฉลี่ยช่วงปี 2542 - 2560 อาจจะดูไม่ตรงกับประกาศของธนาคารใด แต่อยู่ในอัตราที่ใกล้เคียง


อันที่จริงผมควรจะทำเปรียบเทียบกับค่านิยมอีกอย่างของคนออมเงินคือ การออมไว้ในประกันชีวิตประเภทออมทรัพย์ แต่ขอไปรวบรวมเอกสารประกันแต่ละชนิดมาก่อนครับ

ตารางผลตอบแทนต่อปีคิดเป็น % ของเงินฝากและกองทุน จากปี 2545


เนื่องจากกองทุน LTF เริ่มดำเนินการจากปี 2550 ผมจะทำการเปรียบเทียบว่าเงินลงทุนในแต่ละอย่างโดยเริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี 2550 เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท เมื่อถึงปี กันยายน 2560 เงินจำนวนนี้จะมีมูลค่าเท่าไหร่

ระยะเวลาการลงทุนจากปี 2550 - 2560 เป็นจำนวน 11 ปี เงิน 1 แสนบาท

  • หากฝากประจำ 12 เดือน จะมีเงิน 126,617 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 11 ปีที่ 2.17% ทบต้น
  • หากนำไปลงทุนใน SET50 TRI (เทียบเท่ากับการซื้อ TDEX หรือ ESET50 หรือกองทุน SET50) จะมีเงิน 327,730 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 11 ปีที่ 11.39 % ต่อปี ทบต้น
  • หากนำเงินไปลงทุน SCBLTS จะมีเงิน 128,603 บาท (ยังไม่รวมผลประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี) ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 11 ปีที่ 2.31 % ต่อปีทบต้น
  • หากนำเงินไปลงทุน CG-LTF จะมีเงิน 454,266 บาท (ยังไม่รวมผลประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี) ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 11 ปีที่ 14.75% ต่อปีทบต้น

นั้นเป็นเรื่องของอดีต 11 ปีที่ผ่านมาซึ่งในอนาคตคงไม่อาจจะคาดการณ์ได้ แต่อย่างที่บอกครับว่าการลงทุนใน SET หรือ SET50 ก็เหมือนลงทุนกับธุรกิจใหญ่ในประเทศไทยผลตอบแทนย่อมเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ
ขอให้ดูอีกครั้งว่าหากเรานำเงิน 1 แสนบาทไปเริ่มลงทุนในปี 2551 แล้วผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร











  • หากฝากประจำ 12 เดือน จะมีเงิน 123,300 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 10 ปีที่ 2.12% ต่อปีทบต้น






  • หากนำไปลงทุนใน SET50 TRI (เทียบเท่ากับการซื้อ TDEX หรือ ESET50 หรือกองทุน SET50) จะมีเงิน 327,730 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 10 ปีที่ 10.68 % ต่อปีทบต้น







  • หากนำเงินไปลงทุน SCBLTS จะมีเงิน 128,603 บาท (ยังไม่รวมผลประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี) ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 10 ปีที่ 2.14 % ต่อปีทบต้น







  • หากนำเงินไปลงทุน CG-LTF จะมีเงิน 454,266 บาท (ยังไม่รวมผลประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี) ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 10 ปีที่ 12.56% ต่อปีทบต้น

  • นอกจากนี้เรายังมีกองทุนที่ลงทุนดัชนีหรือเฉพาะกลุ่มธุรกิจให้ได้เลือก เช่น กองทุนที่ลงทุนเฉพาะในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ รวมถึงทางเลือกของการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    ผมได้ดูกราฟราคา(NAV) ของกองทุนต่างๆพบว่าเราสามารถเลือกช่วงเวลาการลงทุนให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลตอบแทนได้ และในทำนองเดียวกันหากเราเลือกผิดเราก็จะมีผลตอบแทนที่แย่กว่าในตารางได้ ในตารางคือการซื้อที่วันแรกของปี และการหาจังหวะการซื้อกองทุนก็สำคัญเช่นกันมันจะทำให้เรามีผลตอบแทนที่ต่างกันไปตามตัวอย่างที่แสดงไว้ทั้งสองตางราง

    ผลตอบแทนเมื่อเรารวมผลประโยชน์การลดหย่อนภาษีผมขอทำกรณีผู้ที่นำมูลค่าการลุงทน 1 แสนบาทและสามารถนำไปลดหย่อนภาษีในปีที่ได้ลงทุนเป็นจำนวน 10% หมายความว่าเราจะได้เงินคือ 1 หมื่นบาท ดังนั้น ผลตอบแทนจะเป็นดังนี้ ให้ดูบรรทัดสุดท้ายครับ

    SCBLTS จะให้ผลตอบแทน 3.23% ต่อปีทบต้น และ CG-LTF จะให้ผลตอบแทน 13.75% ต่อปีทบต้น

    อธิบาย เงินลงทุนในกองทุนจะถูกปรับลดเหลือ 9 หมื่นบาทเพราะเราสามารถขอคืนได้ 10% ซึ่งในตารางผมทำการคำนวณโดยใช้สูตร IRR ของ Excel ซึ่งจะหมายถึงผลตอบแทนต่อปีตลอดระยะเวลา 10 ปี ซึ่งจะมีเวลาไถ่ถอนกองทุนก่อน 1 ครั้ง เพราะกองทุน LTF สามารถที่จะไถ่ถอนได้ภายในระยะเวลา 7 ปีปฎิทินหรือ น้อยสุดคือ 5 ปี 2 วัน (เมื่อก่อนสามารถถือครองเพียง 5 ปีปฎิทินเท่านั้น) ก็ยิ่งทำให้เราได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นไปกว่าที่แสดงในตารางอีกเล็กน้อย

    อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าทุกคนจะลงทุนในกองทุนกันได้ผลตอบแทนดีๆเสมอไป ก็เหมือนกับการลงทุนในหุ้นที่ยากพอสมควร แต่การเลือกลงทุนในกองทุนนั้นง่ายกว่าลงในหุ้นเองมาก เพราะแค่เรียนรู้เกี่ยวกับข้อมูลที่จำเป็นในการเลือกและดูนโยบายการลงทุนก็สามารถทำได้ และยิ่งง่ายไปใหญ่หากคุณเลือกลงทุนตามดัชนี SET50 เพราะแค่เปิดบัญชีหุ้นหรือบัญชีกองทุนก็สามารถซื้อได้ทันที และรอรับผลตอบแทน(ที่อาจจะออกมาบวกหรือลบก็ได้) แต่สำหรับผมแล้วการลงทุนในดัชนีเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับการลงทุน แต่เชื่อมั่นว่าบริษัทธุรกิจเอกชนใหญ่ๆในตลาดหลักทรัพย์จะสร้างผลตอบแทนได้ตามสภาวะเศรษฐกิจและย่อมต้องดีกว่าการฝากเงินอย่างแน่นอนครับ

    -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
    ดัชนีผลตอบแทนรวม (TRI)  
    ดัชนีผลตอบแทนรวม คือ การคำนวณผลตอบแทนทุกประเภทของการลงทุนในหลักทรัพย์ให้สะท้อนออกมาในค่าดัชนี ทั้งผลตอบแทนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหลักทรัพย์ที่ลงทุน (Capital gain/loss) สิทธิในการจองซื้อหุ้น (Rights) ซึ่งเป็นสิทธิที่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน ซึ่งมักจะให้สิทธิซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ณ ขณะนั้น และเงินปันผล (Dividends) ซึ่งเป็นส่วนแบ่งของกำไรที่จ่ายให้กับผู้ถือหุ้น โดยมีสมมติฐานเพิ่มเติมว่าเงินปันผลที่ได้รับนี้จะถูกนำไปลงทุนในหลักทรัพย์ด้วย (Reinvest)

    ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดทำการคำนวณค่าดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์ (SET TRI) ดัชนีผลตอบแทนรวม SET50 (SET50 TRI) ดัชนีผลตอบแทนรวม SET100 (SET100 TRI) ดัชนีผลตอบแทนรวม SETHD (SETHD TRI) ดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai TRI) และดัชนีผลตอบแทนรวมรายอุตสาหกรรม (Industry TRI) รายวัน เพื่อเป็นเครื่องมือเพิ่มเติมสำหรับสะท้อนผลตอบแทนโดยรวมจากการลงทุนในแต่ละกลุ่มหลักทรัพย์ พร้อมกันนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯได้คำนวณอัตราผลตอบแทนรวมรายเดือนของหลักทรัพย์ย้อนหลัง 12 เดือน สำหรับเป็นข้อมูลเพิ่มเติมให้กับผู้ลงทุนที่ต้องการเปรียบเทียบผลตอบแทนการลงทุนเป็นรายหลักทรัพย์